จำนวนประชากรราว 71.5 ล้านคน และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มูลค่า 546 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศไทยถือเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายปีก่อนเงินสดยังเคยเป็นวิธีการชำระเงินหลัก แต่ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวสู่ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital-first Economy) อย่างเต็มรูปแบบ โดยผู้บริโภคนิยมใช้ การชำระเงินแบบเรียลไทม์ภายในประเทศ (Real-Time Payments: RTP) และ ดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallets) มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ การชำระเงินดิจิทัลเข้ามาแทนที่การใช้เงินสดอย่างรวดเร็ว โดยมีการเติบโตของอีคอมเมิร์ซเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ จากรายงาน IDC InfoBrief 2026 ซึ่งจัดทำขึ้นโดยความร่วมมือกับ 2C2P ระบุว่า มูลค่าธุรกรรมอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยในปี 2024 อยู่ที่ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย ดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallets) และ การชำระเงินแบบเรียลไทม์ภายในประเทศ (Domestic Real-Time Payments: RTP) เป็นสองช่องทางการชำระเงินที่ผู้บริโภคเลือกใช้มากที่สุด
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของการชำระเงินดิจิทัล คือการพัฒนาและการใช้งาน PromptPay ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ของประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการชำระเงินของทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ
การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการชำระเงินดิจิทัลนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยคาดว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะเติบโต 4.2% ในปี 2026 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ถึง 2 เท่า เมื่อประกอบกับการที่ผู้บริโภคชาวไทยเปิดรับเทคโนโลยีและวิธีการชำระเงินรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง จึงมีแนวโน้มว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างรวดเร็วในอนาคต
บทความนี้ครอบคลุมช่องทางการชำระเงินยอดนิยมในประเทศไทย ได้แก่

จากจำนวนผู้ใช้งาน 18.6 ล้านราย และมูลค่าธุรกรรมรวม 1.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2020 ดิจิทัลวอลเล็ตเติบโตเป็น 116.5 ล้านผู้ใช้ในปี 2023 จาก IDC InfoBrief 2026 ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย 2C2P ระบุว่า ในปี 2026 ดิจิทัลวอลเล็ตคิดเป็นประมาณ 29% (6.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ของมูลค่าธุรกรรมอีคอมเมิร์ซทั้งหมด และคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะทรงตัว ขณะที่มูลค่าจะเพิ่มเป็น 9.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029
ความนิยมของดิจิทัลวอลเล็ตในประเทศไทย มีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือในระดับสูง โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่มีความพร้อม รวมถึงการผสานบริการทางการเงินเข้ากับแอปพลิเคชันด้านโซเชียลและไลฟ์สไตล์ที่คนไทยใช้งานเป็นประจำ
สัดส่วนการใช้งานดิจิทัลวอลเล็ตที่รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย ปี 2023
TrueMoney ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด ด้วยการรองรับการใช้งานในร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ทั่วประเทศ เช่น 7-Eleven ขณะที่ Rabbit LINE Pay ได้รับความนิยมจากการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน LINE ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสื่อสารหลักของผู้ใช้งานชาวไทย ทำให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลาย
สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตและแข่งขันในตลาดไทย การรองรับกระเป๋าเงินดิจิทัลยอดนิยมถือเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยโซลูชันของ 2C2P ธุรกิจสามารถเพิ่มช่องทางการชำระเงินได้อย่างง่ายดาย รองรับ Digital Wallet ชั้นนำของประเทศ พร้อมขยายโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เช่นการร่วมมือของเรากับ ไปรษณีย์ไทย
การชำระเงินภายในประเทศเป็นช่องทางยอดนิยมอันดับสองของตลาดอีคอมเมิร์ซไทย โดยข้อมูลจาก IDC InfoBrief 2026 ระบุว่ามีสัดส่วน 26% ของมูลค่าธุรกรรมอีคอมเมิร์ซทั้งหมด หรือประมาณ 5.98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026 คาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 29% หรือประมาณ 9.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2029 ซึ่งจะมีขนาดตลาดใกล้เคียงกับกระเป๋าเงินดิจิทัล
หัวใจสำคัญของการเติบโตนี้คือ PromptPay ระบบโอนเงินแบบเรียลไทม์ (Real-Time Payments: RTP) ของประเทศไทย ซึ่งยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดในปี 2025 จำนวนผู้ลงทะเบียน PromptPay เพิ่มขึ้น 14% จนมีผู้ใช้งานมากกว่า 90 ล้านราย ขณะที่จำนวนธุรกรรมต่อวันสูงกว่า 74 ล้านรายการ
PromptPay ได้รับการพัฒนาภายใต้ แผนยุทธศาสตร์ National e-Payment Master Plan ของภาครัฐ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย โดยในปี 2024 มีการทำธุรกรรมผ่านระบบมากกว่า 24.3 พันล้านรายการ
เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการชำระเงินข้ามพรมแดน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เชื่อมต่อ PromptPay กับระบบ RTP ของหลายประเทศ ได้แก่ PayNow (สิงคโปร์), DuitNow, (มาเลเซีย), QRIS (อินโดนีเซีย), StarPay (ญี่ปุ่น), และระบบอื่น ๆ การเชื่อมโยงดังกล่าวทำให้ผู้ใช้งานสามารถโอนหรือชำระเงินระหว่างประเทศได้ด้วยค่าธรรมเนียมต่ำ ขั้นตอนที่เรียบง่าย และใช้เวลาเกือบจะทันที ช่วยสนับสนุนทั้งการค้าออนไลน์และภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย
ล่าสุดในปี 2025 TAGTHAi ร่วมมือกับ ธนาคารกสิกรไทย (KBank) เปิดตัว TAGTHAi Easy Pay กระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นครั้งแรกของประเทศไทย บริการดังกล่าวช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถชำระเงินผ่าน QR Code ได้โดยตรงภายในประเทศไทย โดยไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนสกุลเงินเป็นเงินบาทก่อน ทำให้การใช้จ่ายระหว่างการเดินทางสะดวกและราบรื่นยิ่งขึ้น
แม้ว่าประเทศไทยจะมีอัตราการถือครองบัตร (Card Penetration) ต่ำกว่าหลายประเทศในอดีต แต่การชำระเงินผ่านบัตรยังคงเป็นหนึ่งในช่องทางหลักของตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยมีความนิยมใกล้เคียงกับการชำระเงินภายในประเทศ (Domestic Payments) ข้อมูลจาก IDC InfoBrief 2026 ซึ่งจัดทำโดย 2C2P ระบุว่า ในปี 2026 การชำระเงินผ่านบัตรคิดเป็น 24% ของมูลค่าธุรกรรมอีคอมเมิร์ซทั้งหมด หรือประมาณ 5.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 25% หรือ 8.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2029
เนื่องจากธุรกรรมข้ามพรมแดน (Cross-border Transactions) มีสัดส่วนประมาณ 30% ของตลาดอีคอมเมิร์ซไทย บัตรจึงยังคงมีบทบาทสำคัญต่อระบบการชำระเงิน โดยเฉพาะสำหรับการซื้อสินค้ามูลค่าสูงและการซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เนื่องจากบัตรเครดิตมาพร้อมมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้บริโภคที่ครอบคลุม ซึ่งช่องทางการชำระเงินอื่นอาจยังไม่สามารถรองรับได้ในระดับเดียวกัน
ในอนาคต เทคโนโลยี Network Tokenisation จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการชำระเงินผ่านบัตรของผู้บริโภคชาวไทย โดยนวัตกรรมอย่าง Click to Pay ซึ่งเป็นมาตรฐานการชำระเงินรูปแบบใหม่จาก EMVCo จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถยืนยันตัวตนผ่านรหัสดิจิทัลเฉพาะ (Digital Identifier) แทนการกรอกข้อมูลบัตรทุกครั้ง ส่งผลให้ขั้นตอนการชำระเงินรวดเร็ว สะดวก และปลอดภัยยิ่งขึ้น
การชำระเงินผ่านช่องทางทางเลือก เช่น การเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery: COD) เคยเป็นหนึ่งในวิธีชำระเงินหลักของผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างยาวนาน สะท้อนจากข้อมูล IDC InfoBrief ล่าสุด ซึ่งจัดทำโดย 2C2P ที่ระบุว่า ในปี 2026 ช่องทางดังกล่าวคิดเป็น 16% ของมูลค่าธุรกรรมอีคอมเมิร์ซทั้งหมด หรือประมาณ 3.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการใช้งาน COD กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปี 2029 สัดส่วนการใช้งานจะลดลงเหลือ 12% ของมูลค่าธุรกรรมอีคอมเมิร์ซทั้งหมด คิดเป็นประมาณ 3.96 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แนวโน้มดังกล่าวไม่น่าแปลกใจ เนื่องจากประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ประกอบกับการพัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อการชำระเงินดิจิทัล ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้ช่องทางการชำระเงินดิจิทัลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้เงินสดจะยังคงมีบทบาทสำหรับการซื้อสินค้ามูลค่าไม่สูง และยังเป็นตัวเลือกของผู้บริโภคในบางพื้นที่ชนบท แต่ในระยะยาว เงินสดจะไม่ได้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยอีกต่อไป
แม้ Buy Now, Pay Later (BNPL) จะมีสัดส่วนการใช้งานน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับช่องทางการชำระเงินอื่น แต่ข้อมูลจาก IDC InfoBrief ล่าสุด ซึ่งจัดทำโดย 2C2P ระบุว่า ในปี 2026 BNPL ยังคงคิดเป็น 5% ของมูลค่าธุรกรรมอีคอมเมิร์ซทั้งหมด หรือประมาณ 1.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะรักษาสัดส่วนไว้ที่ 5% พร้อมเติบโตเป็น 1.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2029
รายงานฉบับเดียวกันยังพบว่า 34% ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมการสำรวจ มองว่าการใช้งาน BNPL ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ขณะเดียวกัน ผู้บริโภครุ่นใหม่ก็ให้ความนิยมกับ BNPL มากขึ้น เพราะมีความยืดหยุ่น ใช้งานสะดวก และช่วยแบ่งการชำระค่าสินค้าราคาสูงออกเป็นงวดรายเดือนที่บริหารจัดการได้ง่าย
ในปี 2025 ตลาด BNPL ของประเทศไทยมีมูลค่าคาดการณ์อยู่ที่ 3.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคต่อโซลูชันสินเชื่อทางเลือกในฐานะอีกหนึ่งช่องทางการชำระเงินที่ได้รับความนิยม
สำหรับผู้ประกอบการ การเพิ่มตัวเลือก BNPL ในขั้นตอนการชำระเงิน (Checkout) ไม่เพียงช่วยมอบความยืดหยุ่นให้กับลูกค้า แต่ยังช่วยลดอัตราการละทิ้งตะกร้าสินค้า (Cart Abandonment) และเพิ่มมูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ย (Average Order Value: AOV) ได้อีกด้วย
ประเทศไทยได้ก้าวผ่านยุคที่เงินสดเป็นช่องทางการชำระเงินหลักมาไกล ปัจจุบันช่องทางดิจิทัลอย่าง กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallets) และ การชำระเงินภายในประเทศ (Domestic Payments) ได้เข้ามามีบทบาทเหนือกว่าเงินสดสำหรับการซื้อขายผ่านอีคอมเมิร์ซอย่างชัดเจน
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คือ PromptPay ซึ่งเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและแรงขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาระบบการชำระเงินดิจิทัลของประเทศไทย การใช้งานที่แพร่หลายทั่วประเทศสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยมีความเชื่อมั่นและพร้อมเปิดรับการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลอย่างเต็มที่
ด้วยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล คือการขยายการรองรับ การชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless Payments) ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ใช้รูปแบบ “IDC InfoBrief 2025 ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย 2C2P ระบุว่า ผู้ประกอบการระดับองค์กรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ความสำคัญกับ Contactless Payments ในฐานะองค์ประกอบสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity) อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาเพิ่มเติม เนื่องจากรายงาน IDC InfoBrief ฉบับก่อนหน้าประเมินว่า มีเครื่องรับชำระเงิน (POS) เพียง 55% เท่านั้นที่รองรับเทคโนโลยี Near Field Communication (NFC)
ในอนาคตอันใกล้ อีกหนึ่งแนวโน้มที่น่าจับตามองคือ Agentic Payments ซึ่งเป็นรูปแบบการชำระเงินที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยผู้บริโภคจะสามารถมอบหมายให้ AI Agent ดำเนินการค้นหา สั่งซื้อ และชำระค่าสินค้าแทนได้โดยอัตโนมัติ ภายใต้เงื่อนไขและสิทธิ์ที่ผู้ใช้งานกำหนดไว้ ช่วยยกระดับประสบการณ์การซื้อสินค้าให้สะดวก รวดเร็ว และเป็นอัจฉริยะยิ่งขึ้น
2C2P คือแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจร ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถรับชำระเงินได้อย่างปลอดภัยผ่านทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ บนอุปกรณ์มือถือ และหน้าร้าน พร้อมรองรับบริการด้านการออกบัตร (Issuing) การโอนจ่ายเงิน (Payout) การโอนเงินระหว่างประเทศ (Remittance) และบริการสินค้าดิจิทัล (Digital Goods)
ด้วยช่องทางการชำระเงินมากกว่า 400 รูปแบบ ตั้งแต่บัตรเครดิตและบัตรเดบิต ไปจนถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล รวมถึงเครือข่ายจุดรับชำระเงินทางเลือก (Alternative Payment Network) กว่า 600,000 จุด ทั่วภูมิภาค 2C2P จึงได้รับความไว้วางใจจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ สายการบิน แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส ธุรกิจค้าปลีก และองค์กรระดับโลกอีกมากมาย
พร้อมขยายธุรกิจของคุณในประเทศไทยแล้วหรือยัง? ไม่ว่าคุณกำลังเริ่มต้นเข้าสู่ตลาดไทย หรือต้องการต่อยอดการเติบโต ทีมผู้เชี่ยวชาญของ 2C2P พร้อมช่วยคุณเลือกโซลูชันการชำระเงินที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ – คุยกับเราได้วันนี้