ในตอนนี้ของกลุ่มผู้นำด้านการชำระเงิน เราได้พูดคุยกับ คุณสิรินันท์ จิรดิลก รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่าย Digital Engagement and FinTech Innovation ของ UOB ประเทศไทย ถึงแนวทางการพัฒนาโซลูชันด้านการธนาคารเพื่อความยั่งยืน ความมุ่งมั่นในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และเรื่องราวเบื้องหลังที่ทำให้ Nok Air กลายเป็นลูกค้ากลุ่มสายการบินรายแรกของ 2C2P
สิรินันท์ จิรดิลก ดำรงตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่าย Digital Engagement and FinTech Innovation ของ UOB ประเทศไทย โดยมีประสบการณ์การทำงานที่ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ธุรกิจบริการด้านไอที โทรคมนาคม การบิน ไปจนถึงภาคธนาคาร
คุณสิรินันท์ เคยเป็นส่วนหนึ่งของทีม Nok Air ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มสายการบินรายแรกของ 2C2P เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของ 2C2P เราจึงชวนเธอมาร่วมพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง Nok Air และ 2C2P รวมถึงการเติบโตของทั้งสององค์กรที่เดินเคียงข้างกันมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
คุณสิรินันท์: หลังจากเรียนจบ ฉันเริ่มต้นอาชีพในสายไอทีทันที โดยทำงานกับบริษัทผู้ให้บริการด้าน IT Services ที่เชี่ยวชาญด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information Systems) จากนั้น ฉันได้ร่วมงานกับ Orange บริษัทโทรคมนาคมจากสหราชอาณาจักร อยู่ที่นั่นประมาณ 5 ปี ก่อนจะย้ายไปทำงานกับ Hutchison ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเช่นกัน หลังจากออกจาก Hutchison ฉันเข้าร่วมงานกับ Nok Air และใช้เวลาที่นั่นนานถึง 15 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดในเส้นทางอาชีพของฉัน ก่อนจะก้าวมาสู่ UOB Thailand ในปัจจุบัน
คุณสิรินันท์: ฉันเข้าร่วมงานกับ Nok Air หลังจากสายการบินเปิดให้บริการได้ประมาณ 6 เดือน ในช่วงนั้น การจองตั๋วผ่านช่องทางออนไลน์ยังมีสัดส่วนไม่มาก และถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับพวกเราทุกคน ขณะนั้น ลูกค้าประมาณ 70–80% ยังคงจองตั๋วผ่าน Call Center ส่วนช่องทางออนไลน์มีเพียงเว็บไซต์ของสายการบิน ซึ่งเชื่อมต่อกับธนาคารในประเทศไทยผ่าน Payment Gateway ของแต่ละธนาคารโดยตรง
เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว จำนวนธุรกรรมที่เข้ามาผ่านเว็บไซต์ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ระบบเชื่อมต่อกับธนาคารโดยตรงเริ่มเกิดคอขวด (Bottleneck) เราจึงต้องมองหาวิธีปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น โดยขยายระบบเป็น 4 เซิร์ฟเวอร์ ที่ทำงานแบบ Server Farm พร้อมกัน
นอกจากปัญหาด้านประสิทธิภาพของระบบแล้ว การทุจริต (Fraud) ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ เราจึงเริ่มมองหาโซลูชันที่ตอบโจทย์มากกว่าเดิม และได้รู้จักกับ SinaptIQ ซึ่งก็คือชื่อเดิมของ 2C2P ในปัจจุบัน
ในเวลานั้น SinaptIQ ยังเป็นบริษัทเล็ก ๆ และเป็นผู้ให้บริการด้านระบบการชำระเงินเพียงรายเดียวที่เราพบว่าเป็นบริษัทของไทย เราจึงนัดพูดคุยกับ คุณ Aung ซึ่งในตอนนั้นเป็น Web Developer เพียงคนเดียวของบริษัท เราได้พบกันที่สำนักงานของ Nok Air และตกลงที่จะทดลองใช้โซลูชันของ SinaptIQ ในฐานะ Payment Gateway สำรอง
ฉันยังจำได้ว่าตอนนั้นนั่งอยู่ข้างคุณ Aung ขณะที่เขากำลังเขียนโค้ดเพื่อเตรียมเปิดใช้งานระบบ Payment Gateway เมื่อทดสอบธุรกรรมจริง ผลลัพธ์ออกมาราบรื่นและทำงานได้ดีมาก หลังจากนั้น Nok Air จึงเปลี่ยนจากการเชื่อมต่อกับธนาคารโดยตรง มาใช้ SinaptIQ เป็น Payment Gateway หลัก ของบริษัท และในเวลาต่อมา เราก็ทยอยเพิ่มช่องทางการชำระเงินรูปแบบอื่น ๆ ผ่านระบบของ 2C2P อย่างต่อเนื่อง นับเป็นการเดินทางที่ยาวนาน และตลอดช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน 2C2P ก็เป็นพาร์ตเนอร์ที่ให้การสนับสนุน Nok Air ได้เป็นอย่างดีเสมอ
ไม่มีเลยค่ะ — ตอนที่ย้ายจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมาทำงานกับ Nok Air ฉันแทบไม่มีประสบการณ์ด้านการชำระเงินออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซเลย ทุกอย่างเริ่มต้นจากที่นี่ ในช่วงเวลานั้น อีคอมเมิร์ซยังเป็นเรื่องใหม่มาก มีคนเพียงไม่กี่กลุ่มที่เข้าใจว่าระบบนี้ทำงานอย่างไร ดังนั้นหลาย ๆ เรื่องจึงเป็นการเรียนรู้และทดลองไปพร้อมกับ SinaptIQ (ซึ่งต่อมาได้รีแบรนด์เป็น 2C2P) เราเติบโตและพัฒนาร่วมกันมาตลอด
ฉันออกจาก Nok Air เมื่อประมาณสามปีก่อน เพราะรู้สึกว่าการทำงานในอุตสาหกรรมการบินมานานพอสมควรแล้ว ต้องยอมรับว่างานในสายนี้ค่อนข้างหนัก ทุกคนต้องพร้อมดูแลการปฏิบัติการและการให้บริการลูกค้าแทบตลอดเวลา จึงเปรียบได้กับการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
ฉันจึงเริ่มมองหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อเปิดประสบการณ์ในสายอาชีพ และมีเพื่อนที่ทำงานอยู่ UOB แนะนำให้มาร่วมงานที่นี่ แม้ว่างานที่ UOB จะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากบทบาทเดิม ซึ่งเน้นด้านไอทีเป็นหลัก แต่ฉันมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีในการต่อยอดประสบการณ์ เพิ่มมุมมองใหม่ ๆ และสร้างคุณค่าให้กับเส้นทางอาชีพของตัวเอง
งานของฉันแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ Digital Marketing, Smart Business Transformation Programme และ Ecosystem Development
ในส่วนของ Digital Marketing เราดูแลเว็บไซต์ของธนาคารและทำงานร่วมกับทีม Digital Banking เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าในช่องทางดิจิทัล อีกส่วนคือ Smart Business Transformation Programme (SBTP) ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล โครงการนี้ดำเนินมาแล้วกว่า 4 ปี และมีการดำเนินงานพร้อมกันใน สิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศไทย แม้จะใช้ชื่อโครงการที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ส่วนสุดท้ายคือ Ecosystem Development ซึ่งมีหน้าที่สร้างและพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศทางธุรกิจ
งานที่กล่าวมาจะเน้นด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก ส่วนในมุมของธุรกิจ ฉันทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อหารือว่า UOB สามารถสนับสนุนพวกเขาได้อย่างไร และในขณะเดียวกัน พันธมิตรสามารถส่งมอบสิทธิประโยชน์หรือคุณค่าอะไรให้กับลูกค้าของ UOB ได้บ้าง
ตั้งแต่เข้ามาร่วมงานกับ UOB มีการพัฒนาระบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของ Mobile Application ตัวอย่างเช่น เมื่อประมาณสองปีก่อน เราเปิดตัว TMRW ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Mobile Banking และเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้รวมเข้ากับแอป UOB Mighty เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม Digital Banking เพียงแอปเดียวที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ เรายังมีการปรับแต่งบริการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ ตัวอย่างหนึ่งคือการผลักดันให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมผ่านมือถือได้มากขึ้น เพื่อลดความจำเป็นในการเดินทางไปใช้บริการที่สาขา เรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายสำคัญ เพราะ UOB มีจำนวนสาขาน้อยกว่าธนาคารท้องถิ่นหลายแห่ง และลูกค้าบางกลุ่มก็ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้บริการผ่าน Mobile Application เพียงช่องทางเดียว
ปัจจุบันผู้คนใช้ Mobile Application ไม่ได้มีไว้เพียงสำหรับโอนเงินอีกต่อไป แต่ยังใช้เป็นช่องทางหลักในการชำระเงินด้วย ภาพนี้เริ่มคล้ายกับประเทศจีน ที่ผู้คนใช้ WeChat ในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สำหรับตัวฉันเอง หลังจากช่วงโควิด ฉันแทบไม่พกเงินสดอีกเลย ทุกวันนี้การชำระเงินของฉันอาศัยการเชื่อมต่อผ่าน 4G หรือ 5G เป็นหลัก ซึ่งกลายเป็นวิถีปกติของการใช้ชีวิตไปแล้ว
ในขณะเดียวกัน ธนาคารหลายแห่งในประเทศไทยก็เริ่มสร้าง Ecosystem ของตนเอง เพื่อขยายบริการและสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าให้มากที่สุด ส่วนคำถามต่อไปคือ “แล้วหลังจากนี้จะเป็นอะไร” ฉันมองว่า Digital Assets และ Digital Currency น่าจะเป็นก้าวต่อไปของอุตสาหกรรม แม้ว่าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะเผชิญกับความผันผวนอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังน่าสนใจที่จะติดตามว่าทิศทางของเทคโนโลยีเหล่านี้จะพัฒนาไปอย่างไร
หากพูดถึงด้าน Digital Assets โครงการที่ฉันให้ความสนใจมากที่สุดคือ CBDC (Central Bank Digital Currency) หรือ สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ฉันเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของระบบการชำระเงินในประเทศไทย เท่าที่ทราบ ธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังดำเนินโครงการนำร่องเกี่ยวกับ CBDC และ 2C2P ก็เป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากที่จะได้เห็นการพัฒนาและการนำโครงการนี้ไปใช้งานจริงในอนาคต
เราเริ่มดำเนินโครงการ Smart Business Transformation Programme (SBTP) มาเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว ในปีแรก ซึ่งเป็นช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุกกิจกรรมจัดขึ้นแบบออฟไลน์ เราคัดเลือกผู้ประกอบการ SME ที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยให้พวกเขาปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล
เหตุผลที่ต้องคัดเลือกก็เพราะหลักสูตรของเราค่อนข้างเข้มข้น เรามีการสอนด้าน Business Model โดยวิทยากรจากสิงคโปร์ พร้อมทั้งพูดคุยกับผู้ประกอบการแต่ละรายอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจความต้องการและความท้าทายเฉพาะของแต่ละธุรกิจ จากนั้น เราจะแนะนำเทคโนโลยีและโซลูชันที่เหมาะสม พร้อมให้ผู้เข้าร่วมทดลองนำไปใช้จริง ก่อนนำผลลัพธ์และความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาแบ่งปันภายในโครงการ
ปีถัดมา เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราไม่สามารถจัดกิจกรรมออฟไลน์ได้ จึงปรับรูปแบบทั้งหมดมาเป็น Webinar ในช่วงนั้น เราพบว่า SME จำนวนมากยังไม่มีตัวตนบนโลกออนไลน์ บางรายยังไม่เคยเปิดร้านบน Marketplace ด้วยซ้ำ เพราะยังขาดทั้งความรู้และความพร้อม
เราจึงร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและ Marketplace ชั้นนำ เช่น Shopee, Lazada และ LINE เพื่อถ่ายทอดความรู้และแนะนำวิธีเริ่มต้นขายสินค้าออนไลน์ รวมถึงการเปิดร้านบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ แนวทางนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในช่วงโควิด และได้รับการตอบรับอย่างดี มี SME เข้าร่วมโครงการประมาณ 2,000 ราย เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีแรกที่เราเปิดรับเพียง 20 ราย
ในปีถัดมา แม้โควิดยังคงส่งผลกระทบ แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีร้านค้าออนไลน์กันแล้ว เราจึงเปลี่ยนมาเน้นการสอนเรื่อง Digital Marketing เพื่อช่วยให้ธุรกิจสร้างยอดขายและเพิ่มรายได้จากช่องทางออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เรายังร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ซึ่งมีเครือข่ายสตาร์ทอัพจำนวนมาก เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ
สำหรับปีนี้ เราได้พัฒนาโครงการในรูปแบบ Hybrid ที่ผสมผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมเนื้อหาที่ลงลึกมากยิ่งขึ้น โดยร่วมมือกับ HUBBA ภายใต้ Techsauce เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ในประเด็นต่าง ๆ เช่น ความยั่งยืน การทำงานร่วมกับคนต่างเจเนอเรชัน และหัวข้ออื่น ๆ ที่ช่วยให้ SME พัฒนาธุรกิจได้อย่างรอบด้าน
กลุ่มธุรกิจของเราให้ความสำคัญกับเรื่อง ความยั่งยืน (Sustainability) เป็นอย่างมาก และจากผลการวิจัยของเรา ก็พบว่า SME จำนวนมากเริ่มให้ความสนใจเรื่องนี้เช่นกัน เพราะมองเห็นผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
ในปีนี้ UOB Singapore ได้เปิดตัว GreenTech Accelerator Programme. ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจทำงานร่วมกับผู้ให้บริการโซลูชันด้าน GreenTech เพื่อพัฒนาโครงการต้นแบบร่วมกัน ผู้เข้าร่วมจะนำเสนอแนวคิดต่อ UOB และหากโครงการมีศักยภาพในการนำไปใช้งานจริง ก็จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณสำหรับการทดลองใช้งาน (Pilot Project) เราตั้งเป้าที่จะนำโครงการลักษณะนี้มาดำเนินการในประเทศไทยในปีหน้า พร้อมขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทด้านความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
ผลการศึกษาระบุว่า ประเด็นด้านความยั่งยืนที่ SME ให้ความสำคัญมากที่สุด คือการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน น้ำ และการใช้ทรัพยากร รวมถึงการพัฒนารูปแบบธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ ๆ
ด้วยแนวโน้มดังกล่าว UOB มีบทบาทอย่างไรในการผลักดันโซลูชันด้าน Sustainable Banking
เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง และได้ทยอยเปิดตัวโซลูชันด้านความยั่งยืนในหลายประเทศทั่วภูมิภาค ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เราได้เปิดตัวบริการด้าน Green Financing หลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ U-Solar ซึ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเราทำงานร่วมกับพันธมิตรในประเทศไทยเพื่อนำเสนอโซลูชันดังกล่าว ส่วนในปีนี้ เราเปิดตัว U-Drive ซึ่งเป็นโซลูชันด้านสินเชื่อสำหรับผู้ให้บริการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงธุรกิจที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และในปีหน้า UOB Thailand ยังมีแผนจัดตั้ง สำนักงานที่ดำเนินงานตามแนวทางความยั่งยืน (Sustainable Office) อีกด้วย
สำหรับ UOB แล้ว ความยั่งยืนถือเป็นหนึ่งในเสาหลักขององค์กร เรามุ่งมั่นผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง และตั้งใจขยายโซลูชันด้านความยั่งยืนไปยังทุกประเทศที่เราดำเนินธุรกิจในภูมิภาค
ถ้าเป็นเรื่องงาน คงต้องเป็น BlackBerry Works เพราะเป็นแอปสำหรับใช้อีเมลของบริษัท แต่ถ้าไม่เกี่ยวกับงาน ฉันใช้ Google Chrome มากที่สุด เพราะใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอด ส่วนแอปอื่น ๆ ที่ใช้เป็นประจำ ก็คงเป็น Instagram และแอปสำหรับช้อปปิ้งออนไลน์ค่ะ